วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2552

เอกสารเศรษฐกิจพอเพียง

บทความที่น่าสนใจในห้องสมุดเศรษฐกิจพอเพียง
สื่อการเรียนการสอนเรื่อง sufficiency economy
สื่อการเรียนการสอนเรื่องวิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง
สื่อการเรียนการสอนเรื่องหนูแหวนกับพี่สาว
พพ.๘๐๙
ตัวอย่างหน่วยการเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ( NEW )
วิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง
นิทานเรื่อง พระราชาผู้เป็นหนึ่งในโลก
CD รายงานการพัฒนาคนของประเทศไทย ปี 2550
Thailand Human Development Report 2007
รายงานการพัฒนาคนของประเทศไทย ปี 2550
เศรษฐกิจพอเพียง คืออะไร
การประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
กรอบแนวทางคิดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
วรรณกรรมปริทัศน์ ที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
สรุปผลการสัมมนา การพัฒนากรอบแนวคิด
การสร้างขบวนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง




เลื่อนเวลาจัดโครงการประชุมปฏิบัติการฯ เรื่อง การน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้าสู่การจัดการศึกษา
การจัดการประชุมปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาคู่มือการจัดกิจกรรม และหนังสืออ่านประกอบหลักสูตรครุศึกษา
ประกาศผล เกมบอร์ด "เศรษฐกิจพอเพียง"
เศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร
ตัวอย่างเศรษฐกิจพอเพียงที่ข้าพเจ้ารู้จัก
สารคดีโทรทัศน์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง
สารคดีวิทยุขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ตอนละ ๒ นาที (๒๐ ตอนจำนวน ๔ แผ่น)
สารคดีวิทยุขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ตอนละ ๑๐ นาที (๒๐ ตอนจำนวน ๑ แผ่น)
การประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง :::
โครงการสัมมนาเรื่อง การประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน เป็นโครงการต่อเนื่องจากการทำงานของกลุ่มพัฒนากรอบแนวคิดทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยโครงการดังกล่าวนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนแลกเปลี่ยนทรรศนะและสังเคราะห์องค์ความรู้ในการแก้ไขปัญหาความยากจนของชุมชนที่ประสบความสำเร็จ ตลอดจนเพื่อหาแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๙ ซึ่งเป็นแผนที่ได้อัญเชิญแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาประเทศอีกด้วย
ผลที่คาดว่าจะได้รับคือ การสามารถนำองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการสังเคราะห์ความรู้และประสบการณ์ของผู้นำชุมชน ไปใช้ประโยชน์ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อจะได้กำหนดแนวทางการพัฒนาบนพื้นฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ การที่ผู้นำชุมชนได้มีโอกาสพบปะกันยังสามารถเป็นการสร้างและขยายเครือข่ายกลุ่มผู้ปฏิบัติตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคอีกด้วย
Download หนังสือการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
หน้าแรก
สารบัญ
บทนำ
ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง
ปฏิสัมพันธ์โลกาภิวัฒน์กับเศรษฐกิจพอเพียง
ปัจจัยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง
เป้าหมายขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงของพื้นที่ต่าง ๆ ในแต่ละภูมิภาค
ข้อเสนอเพื่อการดำเนินงานในขั้นต่อไป
ภาคผนวก
-->

เศรษฐกิจแบบพอเพียง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้าพระราชหฤทัยในความเป็นไปของเมืองไทยและคนไทยอย่างลึกซึ้งและกว้างไกล ได้ทรงวางรากฐานในการพัฒนาชนบท และช่วยเหลือประชาชนให้สามารถพึ่งตนเองได้มีความ " พออยู่พอกิน" และมีความอิสระที่จะอยู่ได้โดยไม่ต้องติดยึดอยู่กับเทคโนโลยีและความเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกาภิวัฒน์ ทรงวิเคราะห์ว่าหากประชาชนพึ่งตนเองได้แล้วก็จะมีส่วนช่วยเหลือเสริมสร้างประเทศชาติโดยส่วนรวมได้ในที่สุด พระราชดำรัสที่สะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์ในการสร้างความเข้มแข็งในตนเองของประชาชนและสามารถทำมาหากินให้พออยู่พอกินได้ ดังนี้
"….ในการสร้างถนน สร้างชลประทานให้ประชาชนใช้นั้น จะต้องช่วยประชาชนในทางบุคคลหรือพัฒนาให้บุคคลมีความรู้และอนามัยแข็งแรง ด้วยการให้การศึกษาและการรักษาอนามัย เพื่อให้ประชาชนในท้องที่สามารถทำการเกษตรได้ และค้าขายได้…"
ในสภาวการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเกิดความถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงขึ้นนี้จึงทำให้เกิดความเข้าใจได้ชัดเจนในแนวพระราชดำริของ "เศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งได้ทรงคิดและตระหนักมาช้านาน เพราะหากเราไม่ไปพี่งพา ยึดติดอยู่กับกระแสจากภายนอกมากเกินไป จนได้ครอบงำความคิดในลักษณะดั้งเดิมแบบไทยๆไปหมด มีแต่ความทะเยอทะยานบนรากฐานที่ไม่มั่นคงเหมือนลักษณะฟองสบู่ วิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้อาจไม่เกิดขึ้น หรือไม่หนักหนาสาหัสจนเกิดความเดือดร้อนกันถ้วนทั่วเช่นนี้ ดังนั้น "เศรษฐกิจพอเพียง" จึงได้สื่อความหมาย ความสำคัญในฐานะเป็นหลักการสังคมที่พึงยึดถือ
ในทางปฏิบัติจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงคือ การฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น เศรษฐกิจพอเพียงเป็นทั้งหลักการและกระบวนการทางสังคม ตั้งแต่ขั้นฟื้นฟูและขยายเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน เป็นการพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตและบริโภคอย่างพออยู่พอกินขึ้นไปถึงขั้นแปรรูปอุตสาหกรรมครัวเรือน สร้างอาชีพและทักษะวิชาการที่หลากหลายเกิดตลาดซื้อขาย สะสมทุน ฯลฯ บนพื้นฐานเครือข่ายเศรษฐกิจชุมชนนี้ เศรษฐกิจของ 3 ชาติ จะพัฒนาขึ้นมาอย่างมั่นคงทั้งในด้านกำลังทุนและตลาดภายในประเทศ รวมทั้งเทคโนโลยีซึ่งจะค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาจากฐานทรัพยากรและภูมิปัญญาที่มีอยู่ภายในชาติ และทั้งที่จะพึงคัดสรรเรียนรู้จากโลกภายนอก
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศรษฐกิจที่พอเพียงกับตัวเอง ทำให้อยู่ได้ ไม่ต้องเดือดร้อน มีสิ่งจำเป็นที่ทำได้โดยตัวเองไม่ต้องแข่งขันกับใคร และมีเหลือเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ไม่มี อันนำไปสู่การแลกเปลี่ยนในชุมชน และขยายไปจนสามารถที่จะเป็นสินค้าส่งออก เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศรษฐกิจระบบเปิดที่เริ่มจากตนเองและความร่วมมือ วิธีการเช่นนี้จะดึงศักยภาพของ ประชากรออกมาสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว ซึ่งมีความผู้พันกับ “จิตวิญญาณ” คือ “คุณค่า” มากกว่า “มูลค่า” ในระบบเศรษฐกิจพอเพียงจะจัดลำดับความสำคัญของ “คุณค่า” มากกว่า “มูลค่า” มูลค่านั้นขาดจิตวิญญาณ เพราะเป็นเศรษฐกิจภาคการเงิน ที่เน้นที่จะตอบสนองต่อความต้องการที่ไม่จำกัดซึ่งไร้ขอบเขต ถ้าไม่สามารถควบคุมได้การใช้ทรัพยากรอย่างทำลายล้างจะรวดเร็วขึ้นและปัญหาจะตามมา เป็นการบริโภคที่ก่อให้เกิดความทุกข์หรือพาไปหาความทุกข์ และจะไม่มีโอกาสบรรลุวัตถุประสงค์ในการบริโภค ที่จะก่อให้ความพอใจและความสุข (Maximization of Satisfaction) ผู้บริโภคต้องใช้หลักขาดทุนคือกำไร (Our loss is our gain) อย่างนี้จะควบคุมความต้องการที่ไม่จำกัดได้ และสามารถจะลดความต้องการลงมาได้ ก่อให้เกิดความพอใจและความสุขเท่ากับได้ตระหนักในเรื่อง “คุณค่า” จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้ ไม่ต้องไปหาวิธีทำลายทรัพยากรเพื่อให้เกิดรายได้มาจัดสรรสิ่งที่เป็น “ความอยากที่ไม่มีที่สิ้นสุด” และขจัดความสำคัญของ “เงิน” ในรูปรายได้ที่เป็นตัวกำหนดการบริโภคลงได้ระดับหนึ่ง แล้วยังเป็นตัวแปรที่ไปลดภาระของกลไกของตลาดและการพึ่งพิงกลไกของตลาด ซึ่งบุคคลโดยทั่วไปไม่สามารถจะควบคุมได้ รวมทั้งได้มีส่วนในการป้องกันการบริโภคเลียนแบบ (Demonstration Effects) จะไม่ทำให้เกิดการสูญเสีย จะทำให้ไม่เกิดการบริโภคเกิน (Over Consumption) ซึ่งก่อให้เกิดสภาพเศรษฐกิจดี สังคมไม่มีปัญหา การพัฒนายั่งยืน การบริโภคที่ฉลาดดังกล่าวจะช่วยป้องกันการขาดแคลน แม้จะไม่ร่ำรวยรวดเร็ว แต่ในยามปกติก็จะทำให้ร่ำรวยมากขึ้น ในยามทุกข์ภัยก็ไม่ขาดแคลน และสามารถจะฟื้นตัวได้เร็วกว่า โดยไม่ต้องหวังความช่วยเหลือจากผู้อื่นมากเกินไป เพราะฉะนั้นความพอมีพอกินจะสามารถอุ้มชูตัวได้ ทำให้เกิดความเข้มแข็ง และความพอเพียงนั้นไม่ได้หมายความว่า ทุกครอบครัวต้องผลิตอาหารของตัวเอง จะต้องทอผ้าใส่เอง แต่มีการแลกเปลี่ยนกันได้ระหว่างหมู่บ้าน เมือง และแม้กระทั่งระหว่างประเทศ ที่สำคัญคือการบริโภคนั้นจะทำให้เกิดความรู้ที่จะอยู่ร่วมกับระบบ รักธรรมชาติ ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง เพราะไม่ต้องทิ้งถิ่นไปหางานทำ เพื่อหารายได้มาเพื่อการบริโภคที่ไม่เพียงพอ ประเทศไทยอุดมไปด้วยทรัพยากรและยังมีพอสำหรับประชาชนไทยถ้ามีการจัดสรรที่ดี โดยยึด " คุณค่า " มากกว่า " มูลค่า " ยึดความสัมพันธ์ของ “บุคคล” กับ “ระบบ” และปรับความต้องการที่ไม่จำกัดลงมาให้ได้ตามหลักขาดทุนเพื่อกำไร และอาศัยความร่วมมือเพื่อให้เกิดครอบครัวที่เข้มแข็งอันเป็นรากฐานที่สำคัญของระบบสังคม การผลิตจะเสียค่าใช้จ่ายลดลงถ้ารู้จักนำเอาสิ่งที่มีอยู่ในขบวนการธรรมชาติมาปรุงแต่ง ตามแนวพระราชดำริในเรื่องต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วซึ่งสรุปเป็นคำพูดที่เหมาะสมตามที่ ฯพณฯ พลเอกเปรม ตินณสูลานนท์ ที่ว่า “…ทรงปลูกแผ่นดิน ปลูกความสุข ปลดความทุกข์ของราษฎร” ในการผลิตนั้นจะต้องทำด้วยความรอบคอบไม่เห็นแก่ได้ จะต้องคิดถึงปัจจัยที่มีและประโยชน์ของผู้เกี่ยวข้อง มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาอย่างเช่นบางคนมีโอกาสทำโครงการแต่ไม่ได้คำนึงว่าปัจจัยต่าง ๆ ไม่ครบ ปัจจัยหนึ่งคือขนาดของโรงงาน หรือเครื่องจักรที่สามารถที่จะปฏิบัติได้ แต่ข้อสำคัญที่สุด คือวัตถุดิบ ถ้าไม่สามารถที่จะให้ค่าตอบแทนวัตถุดิบแก่เกษตรกรที่เหมาะสม เกษตรกรก็จะไม่ผลิต ยิ่งถ้าใช้วัตถุดิบสำหรับใช้ในโรงงานั้น เป็นวัตถุดิบที่จะต้องนำมาจากระยะไกล หรือนำเข้าก็จะยิ่งยาก เพราะว่าวัตถุดิบที่นำเข้านั้นราคายิ่งแพง บางปีวัตถุดิบมีบริบูรณ์ ราคาอาจจะต่ำลงมา แต่เวลาจะขายสิ่งของที่ผลิตจากโรงงานก็ขายยากเหมือนกัน เพราะมีมากจึงทำให้ราคาตก หรือกรณีใช้เทคโนโลยีทางการเกษตร เกษตรกรรู้ดีว่าเทคโนโลยีทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น และผลผลิตที่เพิ่มนั้นจะล้นตลาด ขายได้ในราคาที่ลดลง ทำให้ขาดทุน ต้องเป็นหนี้สิน การผลิตตามทฤษฎีใหม่สามารถเป็นต้นแบบการคิดในการผลิตที่ดีได้ ดังนี้ 1. การผลิตนั้นมุ่งใช้เป็นอาหารประจำวันของครอบครัว เพื่อให้มีพอเพียงในการบริโภคตลอดปี เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันและเพื่อจำหน่าย 2. การผลิตต้องอาศัยปัจจัยในการผลิต ซึ่งจะต้องเตรียมให้พร้อม เช่น การเกษตรต้องมีน้ำ การจัดให้มีและดูแหล่งน้ำ จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งการผลิต และประโยชน์ใช้สอยอื่น ๆ 3. ปัจจัยประกอบอื่น ๆ ที่จะอำนวยให้การผลิตดำเนินไปด้วยดี และเกิดประโยชน์เชื่อมโยง (Linkage) ที่จะไปเสริมให้เกิดความยั่งยืนในการผลิต จะต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายทั้ง เกษตรกร ธุรกิจ ภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับเศรษฐกิจการค้า และให้ดำเนินกิจการควบคู่ไปด้วยกันได้ การผลิตจะต้องตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “บุคคล” กับ “ระบบ” การผลิตนั้นต้องยึดมั่นในเรื่องของ “คุณค่า” ให้มากกว่า “มูลค่า” ดังพระราชดำรัส ซึ่งได้นำเสนอมาก่อนหน้านี้ที่ว่า “…บารมีนั้น คือ ทำความดี เปรียบเทียบกับธนาคาร …ถ้าเราสะสมเงินให้มากเราก็สามารถที่จะใช้ดอกเบี้ย ใช้เงินที่เป็นดอกเบี้ย โดยไม่แตะต้องทุนแต่ถ้าเราใช้มากเกิดไป หรือเราไม่ระวัง เรากิน เข้าไปในทุน ทุนมันก็น้อยลง ๆ จนหมด …ไปเบิกเกินบัญชีเขาก็ต้องเอาเรื่อง ฟ้องเราให้ล้มละลาย เราอย่าไปเบิกเกินบารมีที่บ้านเมือง ที่ประเทศได้สร้างสมเอาไว้ตั้งแต่บรรพบุรุษของเราให้เกินไป เราต้องทำบ้าง หรือเพิ่มพูนให้ประเทศของเราปกติมีอนาคตที่มั่นคง บรรพบุรุษของเราแต่โบราณกาล ได้สร้างบ้านเมืองมาจนถึงเราแล้ว ในสมัยนี้ที่เรากำลังเสียขวัญ กลัว จะได้ไม่ต้องกลัว ถ้าเราไม่รักษาไว้…” การจัดสรรทรัพยากรมาใช้เพื่อการผลิตที่คำนึงถึง “คุณค่า” มากกว่า “มูลค่า” จะก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่าง “บุคคล” กับ “ระบบ” เป็นไปอย่างยั่งยืน ไม่ทำลายทั้งทุนสังคมและทุนเศรษฐกิจ นอกจากนี้จะต้องไม่ติดตำรา สร้างความรู้ รัก สามัคคี และความร่วมมือร่วมแรงใจ มองกาลไกลและมีระบบสนับสนุนที่เป็นไปได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปลูกฝังแนวพระราชดำริให้ประชาชนยอมรับไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยให้วงจรการพัฒนาดำเนินไปตามครรลองธรรมชาติ กล่าวคือ ทรงสร้างความตระหนักแก่ประชาชนให้รับรู้ (Awareness) ในทุกคราเมื่อ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมประชาชนในทุกภูมิภาคต่าง ๆ จะทรงมีพระราชปฏิสันถารให้ประชาชนได้รับทราบถึงสิ่งที่ควรรู้ เช่น การปลูกหญ้าแฝกจะช่วยป้องกันดินพังทลาย และใช้ปุ๋ยธรรมชาติจะช่วยประหยัดและบำรุงดิน การแก้ไขดินเปรี้ยวในภาคใต้สามารถกระทำได้ การ ตัดไม้ทำลายป่าจะทำให้ฝนแล้ง เป็นต้น ตัวอย่างพระราชดำรัสที่เกี่ยวกับการสร้างความตระหนักให้แก่ประชาชน ได้แก่ “….ประเทศไทยนี้เป็นที่ที่เหมาะมากในการตั้งถิ่นฐาน แต่ว่าต้องรักษาไว้ ไม่ทำให้ประเทศไทยเป็นสวนเป็นนากลายเป็นทะเลทราย ก็ป้องกัน ทำได้….” ทรงสร้างความสนใจแก่ประชาชน (Interest) หลายท่านคงได้ยินหรือรับฟัง โครงการอันเนื่อง มาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีนามเรียกขานแปลกหู ชวนฉงน น่าสนใจติดตามอยู่เสมอ เช่น โครงการแก้มลิง โครงการแกล้งดิน โครงการเส้นทางเกลือ โครงการน้ำดีไล่น้ำเสีย หรือโครงการน้ำสามรส ฯลฯ เหล่านี้ เป็นต้น ล้วนเชิญชวนให้ ติดตามอย่างใกล้ชิด แต่พระองค์ก็จะมีพระราชาธิบายแต่ละโครงการอย่างละเอียด เป็นที่เข้าใจง่ายรวดเร็วแก่ประชาชนทั้งประเทศ ในประการต่อมา ทรงให้เวลาในการประเมินค่าหรือประเมินผล (Evaluate) ด้วยการศึกษาหาข้อมูลต่าง ๆ ว่าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์นั้นเป็นอย่างไร สามารถนำไปปฏิบัติได้ในส่วนของตนเองหรือไม่ ซึ่งยังคงยึดแนวทางที่ให้ประชาชนเลือกการพัฒนาด้วยตนเอง ที่ว่า “….ขอให้ถือว่าการงานที่จะทำนั้นต้องการเวลา เป็นงานที่มีผู้ดำเนินมาก่อนแล้ว ท่านเป็นผู้ที่จะเข้าไปเสริมกำลัง จึงต้องมีความอดทนที่จะเข้าไปร่วมมือกับผู้อื่น ต้องปรองดองกับเขาให้ได้ แม้เห็นว่ามีจุดหนึ่งจุดใดต้องแก้ไขปรับปรุงก็ต้องค่อยพยายามแก้ไขไปตามที่ถูกที่ควร….” ในขั้นทดลอง (Trial) เพื่อทดสอบว่างานในพระราชดำริที่ทรงแนะนำนั้นจะได้ผลหรือไม่ซึ่งในบางกรณีหากมีการทดลองไม่แน่ชัดก็ทรงมักจะมิให้เผยแพร่แก่ประชาชน หากมีผลการทดลองจนแน่พระราชหฤทัยแล้วจึงจะออกไปสู่สาธารณชนได้ เช่น ทดลองปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำนั้น ได้มีการค้นคว้าหาความเหมาะสมและความเป็นไปได้จนทั่วทั้งประเทศว่าดียิ่งจึงนำออกเผยแพร่แก่ประชาชน เป็นต้น ขั้นยอมรับ (Adoption) โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น เมื่อผ่านกระบวนการมาหลายขั้นตอน บ่ม เพาะ และมีการทดลองมาเป็นเวลานาน ตลอดจนทรงให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริและสถานที่อื่น ๆ เป็นแหล่งสาธิตที่ประชาชนสามารถเข้าไปศึกษาดูได้ถึงตัวอย่างแห่งความสำเร็จ ดังนั้น แนวพระราชดำริของพระองค์จึงเป็นสิ่งที่ราษฎรสามารถพิสูจน์ได้ว่าจะได้รับผลดีต่อชีวิต และความเป็นอยู่ของตนได้อย่างไร แนวพระราชดำริทั้งหลายดังกล่าวข้างต้นนี้ แสดงถึงพระวิริยะอุตสาหะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทุ่มเทพระสติปัญญา ตรากตรำพระวรกาย เพื่อค้นคว้าหาแนวทางการพัฒนาให้พสกนิกรทั้งหลายได้มีความร่มเย็นเป็นสุขสถาพรยั่งยืนนาน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงที่ได้พระราชทานแก่ปวงไทยตลอดเวลามากกว่า 50 ปี จึงกล่าวได้ว่าพระราชกรณียกิจของพระองค์นั้นสมควรอย่งยิ่งที่ทวยราษฎรจักได้เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ตามที่ทรงแนะนำ สั่งสอน อบรมและวางแนวทางไว้เพื่อให้เกิดการอยู่ดีมีสุขโดยถ้วนเช่นกัน โดยการพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขึ้นตอนต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตาหลักวิชาการ เพื่อได้พื้นฐานที่มั่นคงพร้อมพอสมควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริม ความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขึ้นที่สูงขึ้นไปตามลำดับ จะก่อให้เกิดความยั่งยืนและจะนำไปสู่ความเข้มแข็งของครอบครัว ชุมชน และสังคม สุดท้ายเศรษฐกิจดี สังคมไม่มีปัญหา การพัฒนายั่งยืน ประการที่สำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง
1. พอมีพอกิน ปลูกพืชสวนครัวไว้กินเองบ้าง ปลูกไม้ผลไว้หลังบ้าน 2-3 ต้น พอที่จะมีไว้กินเองในครัวเรือน เหลือจึงขายไป 2. พออยู่พอใช้ ทำให้บ้านน่าอยู่ ปราศจากสารเคมี กลิ่นเหม็น ใช้แต่ของที่เป็นธรรมชาติ (ใช้จุลินทรีย์ผสมน้ำถูพื้นบ้าน จะสะอาดกว่าใช้น้ำยาเคมี) รายจ่ายลดลง สุขภาพจะดีขึ้น (ประหยัดค่ารักษาพยาบาล) 3. พออกพอใจ เราต้องรู้จักพอ รู้จักประมาณตน ไม่ใคร่อยากใคร่มีเช่นผู้อื่น เพราะเราจะหลงติดกับวัตถุ ปัญญาจะไม่เกิด " การจะเป็นเสือนั้นมันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกิน หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง "
"เศรษฐกิจพอเพียง" จะสำเร็จได้ด้วย "ความพอดีของตน"

จากทฤษฎีใหม่...สู่...การประยุกต์ใช้ในการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ธรรมชาติ

นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทัว ทรงมีพระราชดำริ เรื่องทฤษฎีใหม่ เหล่าพสกนิกรชาวไทยต่างชื่นชมโสมนัสและได้นำเอาแนวคิดทฤษฎีใหม่ เกี่ยวกับ "เศรษฐกิจพอเพียง" ไปประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะโรงเรียนจิระศาสตร์วิทยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ธรรมชาติ สนองแนวพระราชดำริ "เศรษฐกิจพอเพียง" นับเป็นกรณีตัวอย่างที่สถานศึกษาต่างๆสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางได้อย่างดียิ่งศูนย์การเรียนรู้ธรรมชาติสนองแนวพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง : Sufficiency Economic”โรงเรียนจิระศาสตร์วิทยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับ ทั้งครอบครัว ชุมชน จนถึงภาครัฐ เน้นการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปตามทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผน และการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม จากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี (ชาชิวัฒน์ ศรีแก้ว 2545 : 3)เศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง ความสามารถของชุมชนเมือง รัฐ ประเทศ หรือภูมิภาคหนึ่ง ๆ ในการผลิตสินค้าและบริการทุกชนิดเพื่อเลี้ยงสังคมนั้น ๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยต่าง ๆ ที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของ เศรษฐกิจพอเพียงในระดับบุคคล คือ ความสามารถในการดำรงชีวิตได้อย่างไม่เดือดร้อน มีความเป็นอยู่อย่างประมาณตนตามฐานะ ตามอัตภาพ ที่สำคัญไม่หลงใหลไปตามกระแสของวัตถุนิยม มีอิสรภาพ เสรีภาพ ไม่พันธนาการอยู่กับสิ่งใด (สุนทร กุลวัฒนวรพงศ์ 2545 :44) เศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง เศรษฐกิจที่สามารถอุ้มชูตัวเอง (Relative Self-Sufficiency) อยู่ได้โดยไม่เดือดร้อน แต่ต้องสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของตนเองให้ดีเสียก่อน คือตั้งตนให้มีความพอกินพอใช้ ไม่ใช่จะมุ่งหวังแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจให้รวดเร็วแต่เพียงอย่างเดียว เพราะผู้ที่มีอาชีพและฐานะเพียงพอที่พึ่งตนเอง ย่อมสามารถสร้างความเจริญก้าวหน้า และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นไปตามลำดับต่อไปได้ (ทัศนีย์ ลักขณาภิชนธัช 2545 : 65) นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไดพระราชทานพระราชดำรัส เพิ่มเติมให้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงว่า “...คำว่า พอเพียง มีความหมายกว้างออกไปอีก ไม่ได้หมายถึงการมีใช้สำหรับใช้ของตนเอง มีความหมายว่าพอมีพอกิน...พอมีพอกินนี้ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง...” “...ให้พอเพียงนี้ก็หมายความว่ามีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ แม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ก็ทำให้มีความสุขถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ...” “...Self-sufficiency นั้นหมายความว่า ผลิตอะไรมีพอที่จะใช้ ไม่ต้องไปขอยืมคนอื่นอยู่ได้ด้วยตนเอง...” “...คนเราถ้าพอในความต้องการ มันก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าประเทศใดมีความคิดอันนี้ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่า พอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข...” (สุนทร ตุลวัฒนวรพงศ์ 2545 : 57) “...การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกิน หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ให้มีความพอเพียงกับตัวเอง...” “...ความพอเพียงนี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว จะต้องทอผ้าใส่ให้ตัวเองสำหรับครอบครัว อย่างนี้มันก็เกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอจะมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการที่ขายได้ แต่ขายในที่ห่างไกลเท่าไร ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก...” (ทรงเกียรติ เมณฑกา 2541 : 10) ถ้าประเทศไทยได้มีความคิดอันนี้ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่า พอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข” “พอเพียงนี้อาจจะมี มีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่เบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณ พูดจาก็พอเพียง ปฏิบัติงานพอเพียง...” “...ฉะนั้น ความพอเพียงก็แปลว่า ความพอประมาณและความมีเหตุผล...” (ทัศนีย์ ลักขณาภิชนชัช เล่มเดียวกัน : 65)การดำรงชีพแบบ “เศรษฐกิจพอเพียง” หรือการดำรงชีพแบบ “พออยู่พอกิน” ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อาจปฏิบัติดังนี้1. ยึดความประหยัด ลดค่าใช้จ่าย ไม่ฟุ่มเฟือย ในการดำรงชีพอย่างจริงจัง ดังพระราช ดำรัสว่า “...ความเป็นอยู่ที่ไม่ต้องฟุ่มเฟือย ต้องประหยัดไปในทางที่ถูกต้อง...”2. ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง สุจริต แม้ว่าจะตกอยู่ในภาวะขาดแคลนในการดำรงชีพก็ตาม ดังพระราชดำรัสว่า “...ความเจริญของคนทั้งหลายย่อมเกิดมาจากการประพฤติชอบและการหารเลี้ยงชีพชอบเป็นหลักสำคัญ...” 3. ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์ และการแบ่งปันกันในทางการค้า หรือการประกอบอาชีพแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรงเหมือนอดีต ดังพระราชดำรัสว่า “...ความสุขความเจริญอันแท้จริงนั้น หมายถึง ความสุขความเจริญที่บุคคลแสวงหามาได้ด้วยความเป็นธรรมทั้งในเจตนาและการกระทำ ไม่ใช่ได้มาด้วยความบังเอิญ หรือด้วยการแก่งแย่งเบียดบังมาจากผู้อื่น...”4. ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยากครั้งนี้ โดยต้องขวนขวายใฝ่หาความรู้ให้เกิดมีรายได้เพิ่มขึ้นจนถึงขั้นพอเพียง เช่นเป้าหมายสำคัญ ดังพระราชดำรัสว่า “...การที่ต้องการให้ทุกคนพยายามที่จะหาความรู้และสร้างตนเองให้มั่นคงนี้ เพื่อตนเอง เพื่อที่จะให้ตังเองมีความเป็นอยู่ที่ก้าวหน้า ที่มีความสุข พอมีพอกิน เป็นขั้นหนึ่งและขั้นต่อไป ก็คือ ให้มีเกียรติว่ายืนได้ด้วยตนเอง...”5. ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี ลดละสิ่งไม่ดีให้หมดสิ้น จากที่สังคมไทยได้ประสบภาวะวิกฤติในครั้งนี้ เพราะยังมีบุคคลจำนวนมากที่ดำเนินการโดยปราศจากความละอายต่อแผ่นดิน ดังพระราชดำรัสว่า “...พยายามไม่ก่อความชั่วให้เป็นเครื่องทำลายตัว ทำลายผู้อื่น พยายามลด พยายามละความชั่วที่ตัวเองมีอยู่ พยายามก่อความดีให้แก่ตัวเองอยู่เสมอ พยายามรักษาและเพิ่มพูนความดีที่มีอยู่นั้นให้งอกงามสมบูรณ์ขึ้น...” (สุนทร กุลวัฒนวรพงศ์ เล่มเดียวกัน:59)การพัฒนาประเทศนับตั้งแต่มีการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ในปีพ.ศ. 2504 ที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการพัฒนาที่ขาดสมดุลโดยประสงความสำเร็จเฉพาะในเชิงปริมาณ แต่ขาดสมดุลด้านคุณภาพ เกิดเป็นจุดอ่อนให้กับการพัฒนาสังคม ขณะเดียวกันการพัฒนาที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดทุนทางสังคมและทางเศรษฐกิจหลายประการซึ่งเป็นจุดแข็ง เกิดประโยชน์ในการนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศเช่นเดียวกัน การพัฒนาประเทศในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 – 8 (พ.ศ. 2504 – 2544)ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 – 2 กระบวนการพัฒนาประเทศเน้นการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ด้วยการลงทุนกระจายการพัฒนาทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างสาธารณูปโภค เช่น ถนน ไฟฟ้า ประปา เน้นการขจัดความยากจนโดยการให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่ม GDP ของคนในประเทศให้สูงขึ้น จึงทำให้เกิดช่องว่างการกระจายรายได้ และคุณภาพชีวิตของคนในเมืองกับชนบท แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคมมากขึ้น มีนโยบายประชากรในการวางแผนครอบครัว เพื่อลดอัตราเพิ่มของประชากร การพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการกระจายรายได้ ต่อมา ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 ยังคงรักษาเสถียรภาพและฟื้นฟูเศรษฐกิจ รวมทั้งฟื้นฟูจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม แต่ความผันผวนทางการเมืองและวิกฤตการณ์น้ำมัน ก่อให้เกิดปัญหาการขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างรุนแรง แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 – 6 จึงมุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความยากจนและการพัฒนาคุณภาพคน การสวัสดิการสังคม ต่อมาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจส่วนรวมขยายตัวอย่างมากเกินกว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศจะรองรับได้ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7 จึงได้เริ่มปรับแนวคิดไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม จากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 – 7 ทำให้เห็นการพัฒนาประเทศว่า “เศรษฐกิจดี สังคมมีปัญหา การพัฒนาไม่ยั่งยืน” ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 จึงเป็นแผนที่ปฏิรูปความคิดและคุณค่าใหม่ของสังคม เน้นคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ให้เศรษฐกิจเป็นเพียงเครื่องมือช่วยพัฒนาให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง สังคมมีสมรรถภาพ มีเสรีภาพ ยุติธรรม และมีการพัฒนาแบบสมดุลบนพื้นฐานความเป็นไทย ปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนามาเป็นการพัฒนาแบบองค์รวม เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายในสังคมมีส่วนร่วมในการพัฒนาให้เป็น “เศรษฐกิจดี สังคมไม่มีปัญหา การพัฒนายั่งยืน”แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545 – 2549) จึงเป็นแผนที่ได้รับอัญเชิญแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาและบริหารประเทศโดยยึดหลักทางสายกลางเพื่อช่วยให้ประเทศรอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้สามารถดำรงชีพอยู่ใต้โดยมีความมั่นคงเป็นผลนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุล มีคุณภาพและยั่งยืน ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของโลกการพัฒนาในลักษณะเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นการใช้คนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา การพัฒนาแบบองค์รวม การพัฒนาที่สมดุลย์ ทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การเมือง ฯลฯ โดยใช้พลังทางสังคมเป็นกระบวนการสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาในรูปแบบของเครือข่าย อันประกอบด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนฐานคิดการพัฒนาเพื่อความพอเพียง1. ยึดแนวพระราชดำริ การพัฒนาแบบเศรษฐกิจพอเพียง ตามขั้นตอนทฤษฎีใหม่2. สร้างพลังทางสังคม โดยการประสานกับภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ ธุรกิจเอกชน สื่อมวลชน ประชาชน ฯลฯ เพื่อใช้ขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาธุรกิจชุมชน3. ยึดพื้นที่เป็นหลัก ให้องค์กรชุมชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและให้ภาคอื่น ๆ คอยให้การกระตุ้น ส่งเสริม และสนับสนุน4. ใช้กิจกรรมของชุมชนเป็นเครื่องมือสร้างการเรียนรู้และการจัดการร่วมกัน พร้อมพัฒนาอาชีพที่หลากหลาย เพื่อเป็นทางเลือกของคนในชุมชน ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งด้านเพศ วัย การศึกษา ความถนัด ฐานะ ฯลฯ5. ส่งเสริมการรวมกลุ่ม และการสร้างเครือข่าย องค์กรชุมชนเพื่อสร้างคุณธรรมจริยธรรมและการเรียนรู้ที่มีคุณภาพอย่างรอบด้าน ทั้งการศึกษา สาธารณสุข การฟื้นฟูวัฒนธรรม การจัดการสิ่งแวดล้อม เป็นต้น6. การวิจัยและการพัฒนาธุรกิจชุมชนครบวงจร โดยให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนและฐานทรัพยากรของท้องถิ่น การเริ่มพัฒนาจากวงจรธุรกิจขนาดเล็กระดับท้องถิ่นไปสู่วงจรธุรกิจขนาดใหญ่ระดับประเทศ และต่างประเทศ7. พัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ให้มีศักยภาพสูงให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ที่มีข้อมูลข่าวสารธุรกิจนั้น ๆ อย่างครบวงจรพร้อมทั้งใช้เป็นสถานที่ศึกษาดูงานและฝึกอบรมดังพระราชดำรัสที่ทรงกล่าวไว้ว่า “...การพัฒนาประเทศจำต้องทำตามลำดับขั้นตอน ต้องสร้างพื้นฐานคือความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่ในเบื้องต้นก่อน โดยวิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชาการเพื่อได้พื้นฐานที่มั่นคงพร้อมพอสมควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นไปตามลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจโดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะประเทศและประชาชนไทยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่าง ๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด ดังเห็นได้ที่อารยะประเทศหลายประเทศกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในเวลานี้...” (ทัศนีย์ ลักขณาภิชนชัช เล่มเดียวกัน:66) กล่าวคือ การหันกลับมายึดหลักทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ในการดำรงชีวิตโดยใช้หลักการพึ่งตนเอง 5 ประการดังนี้1. ด้านจิตใจ ทำให้ตนเป็นที่พึ่งตนเอง มีจิตสำนึกที่ดี สร้างพลังผลักดันให้มีภาวะจิตใจที่เข้มแข็งที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้สำเร็จ และตั้งมั่นในความบริสุทธิ์ ยุติธรรม2. ด้านสังคม ภายในชุมชนให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เชื่อมโยงกันเพื่อสร้างเครือข่ายชุมชนให้มีความเข้มแข็งและเป็นอิสระ3. ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการจัดการเก็บทรัพยากรอย่างชาญฉลาดโดยนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการแปรรูปทรัพยากรให้เกิดมูลค่า เกิดประโยชน์สูงสุด4. ด้านเทคโนโลยี ควรส่งเสริมให้มีการศึกษา และเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ และสังคมไทย5. ด้านเศรษฐกิจ ยึดหลักพออยู่พอกินพอใช้ ลดรายจ่ายในภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำแนวคิดระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงจะช่วยแก้ไขวิกฤตทางเศรษฐกิจและปัญหาของสังคมไทย คือ ช่วยให้ประชาชนที่อยู่ในภาคเกษตรและที่กลับคืนสู่ภาคเกษตร มีรายได้และ ในขณะเดียวกัน ภายในชุมชนต้องช่วยกันสร้างรากฐานของชุมชนให้มีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะสามารถพึ่งตนเองได้ระยะยาว โดยแนวคิดระบบเศรษฐกิจพอเพียง มีองค์ประกอบหลักอยู่ 3 ประการ ได้แก่ประการแรก เป็นระบบที่ยึดหลักการที่ว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน โดยมุ่งเน้นการผลิตพืชผลให้เพียงพอกับความต้องการบริโภคในครัวเรือนเป็นอันดับแรก เมื่อเหลือพอจากการบริโภคแล้วจึงคำนึงถึงการผลิตเพื่อการค้า สร้างกำไรเกิดขึ้น ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนสถานะของผู้ผลิต กล่าวคือ เกษตรกรจะกลายเป็นผู้กำหนดตลาด มากกว่าตลาดจะเป็นตัวกำหนด เกษตรกรเหมือนที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ที่สำคัญควรมีการลดค่าใช้จ่ายโดยการสร้างสิ่งอุปโภคในที่ดินของตนเอง เช่น ข้าว ปลา ไก่ ไม้ผล พืชผัก ฯลฯประการที่สอง เศรษฐกิจแบบพอเพียงให้ความสำคัญกับการรวมกลุ่มของชาวบ้านโดยกลุ่ม หรือองค์กรชาวบ้าน จะทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ให้มีความหลากหลายและครอบคลุมทั้งการเกษตรแบบผสมผสาน การแปรรูปอาหาร งานหัตถกรรม การทำธุรกิจ ค้าขายและการท่องเที่ยวระดับชุมชน ฯลฯ เมื่อองค์กรชาวบ้านได้รับการพัฒนาให้เข้มแข็ง มีเครือข่ายที่กว้างขวางมากขึ้น คนในชุมชนก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นได้รับการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาในทุก ๆ ด้าน ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศมีความเจริญเติบโตไปได้อย่างมีเสถียรภาพประการที่สาม เศรษฐกิจแบบพอเพียงตั้งอยู่บนพื้นฐานของความมีเมตตา ความเอื้ออาทร และความสามัคคีของสมาชิกในชุมชนในการร่วมแรงร่วมใจเพื่อประกอบอาชีพต่าง ๆ ให้บรรลุผลสำเร็จ ก่อให้เกิดประโยชน์ทางรายได้ การสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันครอบครัว ชุมชน ความสามารถในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของชุมชนบนพื้นฐานของการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งการรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียม จารีต ประเพณีและวัฒนธรรมที่ดีงามของไทยให้คงอยู่ตลอดไปแนวคิดของระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงที่ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยยึดหลักความพอดีกับศักยภาพของตนเองบนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเอง รวมทั้งมีความเอื้ออาทรต่อคนอื่น ๆในสังคมเป็นประการสำคัญ ถึงแม้ว่าข้อคิดทั้งหมดจะมุ่งเน้นไปสู่ภาคเกษตรหรือผู้ที่มีที่ดินทั้งหลาย ก็ไม่ได้หมายความว่าภาคอื่นจะต้องกลับไปสู่ภาคเกษตรดังสังคมไทยสมัยโบราณกาล แต่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาใช้เป็นหลักการดำเนินชีวิตได้ เพราะเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่สามารถนำมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติตน ในการยึดวิถีชีวิตไทย อยู่แต่พอดีไม่ฟุ่มเฟือยอย่างไร้ประโยชน์ ไม่ยึดติดกับวัตถุ ยึดหลักทางสายกลาง มีความเป็นอยู่ตามฐานะ ใช้สติปัญญาในการดำรงชีวิต มีการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช้หลักการลงทุนเชิงการพนัน ซึ่งตั้งอยู่บนความเสี่ยง หรือาการกู้เงินมาลงทุนโดยหวังรวยอย่างรวดเร็ว เพราะอาจจะทำให้ล้มละลายได้ ต้องตั้งมั่นอยู่บนหลักของ “รู้ รัก สามัคคี” ใช้สติปัญญาปกป้องตนเองไม่ให้หลงใหลไปกับกระแสความเจริญเติบโต ความศิวิไลซ์ของโลกยุคใหม่ โดยไม่คิดถึงผลกระทบตามมา รู้จักแยกแยะสิ่งดี ไม่ดี เป็นประโยชน์ ตามสภาพความเป็นจริงของบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง สร้างพลังสามัคคีในหมู่คณะ เพื่อความเข้มแข็งและมั่นคง กอบกู้วิกฤตของประเทศรวมทั้งเพื่อเป็นการพัฒนา แก้ไข ปัญหาของสังคม ให้มีการพัฒนาในรูปแบบของการพัฒนาที่ยั่งยืนแนวคิดการจัดศูนย์การเรียนรู้ธรรมชาติ สนองแนวพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” สืบเนื่องมาจากการปฏิรูปการเรียนรู้ที่โรงเรียนจิระศาสตร์วิทยาได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เริ่มมีพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ด้วยเจตจำนงอันแน่วแน่ที่จะให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ดังนั้นคณะผู้บริหารและคณะกรรมการสถานศึกษาจึงได้พร้อมใจกันจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ขึ้นมาบนเนื้อที่ 16 ไร่ ที่บริเวณตำบลบ่อโพง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้ชื่อว่า ศูนย์การเรียนรู้ธรรมชาติ สนองแนวพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง" ภายในศูนย์ได้จัดแบ่งพื้นที่ส่วนต่างๆออกเป็นพื้นที่เพาะปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นหลากหลายชนิด พืชแต่ละชนิดจะมีป้ายชื่อและสรรพคุณซึ่งทำขึ้นตามหลักเกณฑ์วิธีการของสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนปลูกผักสวนครัวในแปลงเกษตร ขุดบ่อเลี้ยงปลา มีเล้าหมู และบ้านพักพร้อมทั้งศาลาเรือนไทยกลางน้ำสำหรับเป็นที่จัดกิจกรรมต่างๆ จุคนได้ประมาณ 200-300 คนกิจกรรมการเรียนรู้ลักษณะบูรณาการ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ใช้ศูนย์แห่งนี้เป็นสถานที่ศึกษาเรียนรู้ลักษณะบูรณาการ ตามหลักสูตรสถานศึกษา "บริบทอยุธยา" ซึ่งนักเรียนทุกคนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึง ม.3 ได้มีโอกาสไปศึกษาเรียนรู้ตามตารางเรียนที่กำหนดไว้ ประมาณสัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างต่ำ แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นไปตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ครูผู้สอนแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้มาร่วมกันจัดทำ "แผนการเรียนรู้แบบบูรณาการ" โดยมีการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ภายในศูนย์อย่างหลากหลาย ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ เป้าหมายและธรรมชาติของผู้เรียนแต่ละระดับ ยกตัวอย่างเช่น นักเรียนช่วงชั้นที่ 1 (ป.1-3)เข้าไปศึกษาตามฐานการเรียนรู้ภายในศูนย์ แบ่งออกเป็นฐานต่างๆ เช่น ฐานพฤกษาพาเพลิน พฤกษาสารพัดประโยชน์ ฯลฯ เมื่อนักเรียนได้ทำกิจกรรมแต่ละฐานตามใบงานหรือใบสร้างความรู้ที่ครูกับนักเรียนได้ร่วมกันกำหนดไว้แล้ว ครูผู้สอนสามารถจะวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามสภาพจริง โดยการสังเกต สอบถาม และตรวจผลงานของนักเรียน กระบวนการในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆเหล่านี้เป็นไปตาม"รูปแบบการสอนของจิระศาสตร์ หรือ JIRASART Teaching's Model" (ดูรายละเอียดจาก www.jirasart.com)ผลงานความสำเร็จและความภาคภูมิใจ จากความมุ่งมั่นพยายามในการปรับวิธีเรียนเปลี่ยนวิธีสอนโดยใช้รูปแบบการสอนของ จิระศาสตร์เป็นไปตามปรัชญาของโรงเรียนที่ว่า...จิระศาสตร์ต้อง "ฉลาดและมีคุณธรรม" สอดประสานกับเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่ต้องการให้เด็กและเยาวชนไทยมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ กล่าวคือ "เป็นคนดี มีปัญญา และมีความสุข" จากสังเกตและสอบถามนักเรียนประกอบกับคำบอกเล่าของท่านผู้ปกครองนักเรียนและผู้ที่เกี่ยวข้อง พบว่าผลจาการที่บุตรหลานได้มีโอกาสไปศึกษาเรียนรู้ภายในศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ทำให้มีผลสำเร็จเป็นที่น่าพึงพอใจอย่างน้อย 3 ประการ คือ ประการแรก นักเรียนได้เรียนรู้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมตามสภาพจริง เช่น ปลูกผัก ขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ และนำไปขยายผลที่บ้านของนักเรียน นักเรียนบางคนไม่มีพื้นที่เพาะปลูกก็มีการประยุกต์ใช้ความรู้โดยการปลูกผักลอยฟ้า เป็นต้น ประการที่สอง นักเรียนมีความสุขที่ได้ออกไปเรียนรู้ตามแหล่งเรียนรู้ต่างๆนอกห้องเรียน รู้จักการสังเกต สอบถาม ทำงานเป็นทีม รู้จักการจดบันทึกและนำเสนอรายงานหรือผลงานเป็นต้น ประการสุดท้าย ครูนักเรียนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ "ศิษย์กับครูเรียนรู้พร้อมๆกัน" นับเป็นบรรยากาศของ"การจัดการความรู้"ที่เป็นประโยชน์ มีความหมาย และท้าทายอย่างยิ่งถึงวันนี้ท่านผู้บริหารและครูผู้สอนทุกท่านคงไม่ปฏิเสธใช่ไหมครับว่า "เราต้องปรับวิธีเรียนเปลี่ยนวิธีสอน" เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการสังเกต ทดลอง ลงมือปฏิบัติจริงควบคู่ไปกับการเรียนหลักการหรือทฤษฎี ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือการจัดให้มีศูนย์การเรียนรู้ตามธรรมชาติ สนองแนวพระราชดำริ "เศรษฐกิจพอเพียง" บนเนื้อที่ 16 ไร่ ของโรงเรียนจิระศาสตร์วิทยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สถานที่แห่งนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองขึ้นไปทางทิศเหนือประมาณ 7 กิโลเมตร อยู่ใกล้กับช่างแสง เยื้องโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช ห่างจากถนนสายเอเซียประมาณ 80 เมตรการจัดพื้นที่ใช้สอยภายในเนื้อที่ 16 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกไม้ดอกไม้ประดับ สวนเกษตรประมาณ 8 ไร่ บ่อเลี้ยงปลา 2 ไร่ สนามหญ้า 4 ไร่ และพื้นที่ปลูกสร้างอาคารประมาณ 2 ไร่ซึ่งศูนย์แห่งนี้เป็น "สวนพฤษศาสตร์โรงเรียน" ตามโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภายในศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ โรงเรียนได้จัดตารางการใช้ศูนย์ฯโดยมอบหมายให้ครูผู้สอนจัดทำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในลักษณะบูรณาการทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ทุกระดับ ทุกช่วงชั้น ซึ่งในแต่ละสัปดาห์นักเรียนจะมีโอกาสไปศึกษาศูนย์แห่งนี้ประมาณสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยมีรถบัสของโรงเรียนรับ-ส่ง ใช้เวลาศึกษา เรียนรู้ประมาณ 2 ชั่วโมง/ครั้งผลดีจากการเรียนในศูนย์การเรียนรู้จากการสังเกตและสอบถามนักเรียนพบว่า 1. นักเรียนมีความกระตือรือร้น สนใจในการเรียนรู้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายในศูนย์ เช่น ต้นไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับ (ตามรายละเอียดข้อมูลพรรณไม้ที่อยู่ภายในสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน) 2. นักเรียนได้เรียนรู้จากการสังเกต ทดลอง และลงมือปฏิบัติจริงตามแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ครูกำหนด 3. ครูผู้สอนแต่ละคนมีโอกาสจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในลักษณะบูรณาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การบูรณาการสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กับภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ศิลปะ ฯลฯ 4. นักเรียนได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะอาด ร่มรื่น สวยงาม และมีอากาศดีผลพลอยได้จากการจัดศูนย์การเรียนรู้ธรรมชาติ สนองแนวพระราชดำริ "เศรษฐกิจพอเพียง" 1. โรงเรียนมีพื้นที่สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจหรือการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น 2. ผลผลิตจากสวน เช่น ผลไม้ตามฤดูกาล ไม้ดอก ไม้ ประดับ สามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์แก่นักเรียน เป็นการลดค่าใช้จ่ายในการซื้อ และยังสามารถจัดจำหน่ายได้ด้วย 3. เศษอาหารที่เหลือจากการบริโภคภายในโรงเรียนสามารถนำไปเลี้ยง หมู เป็ด ไก่ หรือปลาในศูนย์ฯ เป็นการ Re-used 4. ผู้ปกครองและชุมชนได้ใช้เป็นสถานที่ฝึกอาชีพ เช่น การทำปุ๋ย EM เป็นต้นข้อจำกัดของการนำนักเรียนไปศึกษาเรียนรู้ที่แหล่งเรียนรู้นอกโรงเรียน 1. ต้องมีรถรับ-ส่งนักเรียน และมีค่าใช้จ่ายค่านำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 2. ครูจะต้องมีการเตรียมการวางแผน จัดเตรียมข้อมูล ใบงานให้พร้อมเป็นการล่วงหน้าก่อนที่จะนำนักเรียนไป 3. การนำนักเรียนไปแต่ละครั้งจะต้องระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางหรืออุบัติเหตุต่างๆ จึงต้องจัดครูดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด *ท่านใดสนใจสามารถตามไปดูได้ที่ศูนย์การเรียนรู้ตามธรรมชาติฯ โรงเรียนจิระศาสตร์วิทยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตำบลบ่อโพง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทร 035-211300 ปฐมพงศ์ ศุภเลิศ 26 พ.ค.2549